วันหยุด
แมวป่วย จึงปลง
สัปดาห์ที่แสนเหนื่อย
นอนไม่หลับ
06.06.14
วันพิเศษ
ภาระกิจของบ้าน
โต๊ะทำงาน
ลูกๆ
บางทีก็อยาก
ในใจลึกๆ
แป๊บ ๆ
สู้ต่อไป
เพื่อลูก
กรรไกรตัดกระดาษ
่ช้อปปิ้ง
ความสำเร็จในทุกด้าน ต้องบริหาร
360 องศารอบกาย รอบใจ
เรื่องดีดี วันละเล็ก ละน้อย
เรื่องราวของฉัน
J-Park
มากันน้อย
วันหยุดยาว
เลือกแล้ว
24.03.2014
14.03.2014
13.03.2014
แห้วสนิท
19.02.2014
Home sweet home
เล่ายาว ยาว ^_^
24.12.2013
สู่เป้าหมาย 49 กก.
13.12.2013
ดูแลตัวเอง
ปลูกป่าชายเลน
อีก 27 วันไปเที่ยว
เย็น เย็น
งานสัปดาห์ความปลอดภัย
น้องแอน
น้องเล็ก
น้องเมืองปาย
คุณน้ำแม่น้องไทโย
น้องแอม
เจ้าพลอย
เจ้ากวาง
พี่เปิ้ล
ของแต่งได
เจ้าอุ๋มเด็กแสบ
แม่น้องป่าน
คุณนุช
น้องจูนเมืองน่าน
คุณปุ๊ย
น้องอะตอม
น้อง Mink
น้องเอก
พี่เอี้ยง
firstwife
น้องพีท
น้องหม่อน
ไดรูปสวย
พี่กุ้ง
ยู
คุณโย Frisbee
พี่ไช้
บันทึกการเดินทางนิวีร์
น้องผึ้ง
พี่ดิว
พี่นัด
พี่เก๋
คุณนก
คุณไก่แก้ว
น้องนุ่นซาร่า
hi5Nivee
น้องนิพี่ไก่
คุณชมพู่
น้องนุ่นกีต้า
พี่น้อย
พี่มาดี
nikki
สามเจ






 

ช่วงปิดเทอมสมัยมัธยมต้น
เราได้มีโอกาสไปอยู่กับอากงอาม่า ซึ่งเปิดร้านทองอยู่ที่อำเภอบ้านบึง
ท่านให้เราตื่นตั้งแต่เช้ามืด ทำความสะอาดร้าน เช็ดตู้ 
ไปตลาดซื้อกับข้าวมาเตรียมให้อากง พร้อมกับต้มน้ำร้อนเตรียมน้ำชาให้อากง
พออากงกินข้าวอิ่ม ท่านนั่งกินคนเดียวค่ะ
ซึ่งหลังจากอากง ก็เป็นเรากับอาม่านั่งกินข้าวเช้ากันสองคน
ทุกวันอาม่าจะสอนเราเรื่องที่ผ่านมาเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการขายทอง
พอกินข้าวอิ่ม เราก็ไปนั่งคุยกับอากง อากงก็จะสอนเราอีกเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
ซึ่งคนจีน ไม่มีคำสอนอะไรมากไปกว่าคำว่า "ขยัน ประหยัด อดทน"
แม้เนื้อความจะเปลี่ยนไปยังไง สุดท้ายก็สรุปที่ 3 คำนี้
อาม่าจะสอนให้อดทนกับลูกค้า อากงจะสอนให้ขยันและประหยัด (เขียมๆ นั่นเอง)
และถึงแม้เราจะเป็นหลานนอกไส้ของอาม่า แต่ท่านก็เต็มใจสอนเราทุกเรื่อง
ตั้งแต่วิธีการพูดคุยกับลูกค้า ขั้นตอนการหล่อหลอมทอง
การต้มทองให้สะอาดด้วยน้ำยา รวมถึงพื้นฐานช่างทองซึ่งก็คือการทำตะขอสร้อย
เสียดายที่เราไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ฝีมือเราค่อนไปทางแย่
ตอนที่เราเอาตะขอวางขาย น้อยคนมากที่จะเลือกฝีมือเรา
ตรงนี้ อาม่าบอกว่า "หนิงเห็นมั้ย ถ้าเราไม่ตั้งใจทำให้สวย มันก็ไม่มีใครอยากซื้อฝีมือเรา"
จำได้ว่า อารมณ์ตอนนั้นหดหู่มาก กว่าจะทำตะขอสร้อยได้แต่ละอัน มันยากนะ สำหรับเด็กอายุ 13 ปี
...
เมื่อมองย้อนกลับไปในแต่ละยุคแต่ละสมัยของเรา
เราถูกหล่อหลอมด้วยสังคมหลายรูปแบบจากการที่ย้ายบ้านบ่อย
อยู่กับหลายครอบครัว มันทำให้เรามีบุคลิคนิสัยหลายแบบ
อยู่กับยาย ยายสอนให้เรารู้จักเห็นใจคนอื่น เกรงใจคนอื่น ยอมคน ไม่เอาชนะใคร
ใครอยากจะเอาชนะก็ปล่อยเค้าไป คนยืนซื้อของมากมายยายก็บอกให้เรายืนรอจนกว่าคนจะหมด
ยายไม่สอนให้เราไปตะโกนโหวกเหวกแข่งกับใครเพื่อให้ได้ซื้อของเร็วกว่าคนอื่น
จนบางครั้งของที่เราอยากได้หมดก่อน (ไอติมหลอดรสชานม) 
ยายก็บอกว่า รสอื่นก็อร่อยวันนี้กินรสที่เหลือก่อนไว้วันหลังค่อยมากินรสชานมเย็นที่อยากกิน
ซึ่งเราก็มาค้นพบว่า สิ่งที่ยายสอน ไม่ใช่การสอนให้เราอ่อนแอ
แต่สอนให้เราเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งเป็นความเข้มแข็งที่หาคนทำได้ยาก
ยายสอนให้เกรงใจคนอื่นให้มาก ซึ่งก็เหมือนวิถีญี่ปุ่นที่ดำรงชีวิตด้วยการไม่เบียดเบียนใคร
...
เราโตมากับลุงป้าที่เห็นครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่
ป้าสะใภ้ดูแลยายและดูแลเราดีมากเสมือนเราเป็นลูกสาวแท้ๆ
ภาพที่เราเห็น ป้าจะหิ้วโอวัลตินมาให้ยายทุกวัน
มันทำให้เราเรียนรู้วิธีการดูแลคนในครอบครัวของคนที่เรารักให้เหมือนว่าเป็นพี่น้องของตัวเอง
..
ตอนประถม ก็มาอยู่กับญาติทางพ่อ ซึ่งก็ได้รู้จักการรับผิดชอบทำงานบ้านประจำวัน
เราอายุ 8 ขวบ มี 4 สิ่งที่ต้องทำทุกเย็นคือ กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารปลา
วันหยุด ทุกคนจะมีธุระที่ต้องออกไปนอกบ้าน เราจะถูกขังให้อยู่ในบ้านคนเดียวทั้งวัน
มีข้าวผัดจานใหญ่ 1 จานวางไว้ พร้อมกับอิเล็คโทนไว้ให้เล่น
เราเริ่มเล่นดนตรีเป็นก็ตอนนี้แหละ อยู่บ้านทั้งวันไม่มีอะไรทำก็เล่นแต่อิเล็กโทน
เล่นจนจำโทนเสียงได้ สามารถกดเพลงได้ทุกเพลงโดยไม่ต้องดูโน้ต
ถ้ามองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายมันก็น่าเศร้านะ แต่ในมุมกลับเราถือว่าเรารู้จักสมาธิก็ตอนนั้นแหละ
เราอยู่กับเครื่องดนตรี คิดอะไรคนเดียว บางทีก็พูดคนเดียวเพราะไม่มีเพื่อน
รอแค่เสียงเปิดประตูปลดปล่อยเราเป็นอิสระภาพตอนที่ทุกคนกลับมาบ้าน
...
9 ขวบ แม่ก็รับไปอยู่ด้วย ก็ถือว่าได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง
คราวนี้ค่อนข้างสนุกค่ะ เพราะอยู่บ้านนอก สนุกกับธรรมชาติ หมาแมว
อยู่ถึง ป.6 ก็ย้ายมาอยู่ศรีราชาอีก ก็เป็นชีวิตอีกแบบ
จากโรงเรียนที่เคร่งครัดที่บ้านบึง ก็มาอยู่โรงเรียนที่วินัยหลวมที่บางพระ
ปรับตัวยากไม่ใช่เล่น คำพูดมึงกูที่ไม่เคยได้ยิน ก็มาได้ยินที่นี่แหละ 555+
...
วัยรุ่น ชีวิตเริ่มเปลี่ยน ถือเป็นช่วงที่สนุกที่สุด และเลวร้ายที่สุดเหมือนกัน
ตอนที่เลวร้าย เราได้แต่บอกตัวเองว่า สิ่งที่เลวร้ายในวันนี้ จะกลายเป็นเมื่อวาน
และในที่สุดความเลวร้ายก็ผ่านไป 20 ปีพอดีเต็ม 
ท่ามกลางสายตาที่ดูถูกเหยียดหยันในวันก่อน ๆ ตอนนี้มันก็เปลี่ยนไป
คนที่เคยทำร้ายเรา ตอนนี้เค้าก็กำลังเสวยผลกรรม
ซึ่งเราไม่ต้องไปล้างแค้น หรือไปแก้แค้นอะไรทั้งสิ้น
สิ่งที่เราทำคือ ยอมรับในความผิดในส่วนของเรา 
และตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวแก้ไขให้ตัวเองดีขึ้น
นิสัยอะไรที่เรารู้ว่าแย่ เราก็ไม่ทำอีก
นิสัยอะไรที่เราอ่อนด้อย เราก็พยายามพัฒนาตัวเอง
จากความพยายาม สิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้ สุดท้ายแล้ว มันก็ทำได้เสียอย่างนั้น
..
ย้อนกลับไปอ่านไดอารี่เก่าๆ บางคำเราก็ขำนะ
กับสนธิสัญญาตลก ๆ ที่เราให้ไว้กับตัวเอง
อาทิเช่น 
1. ต่อไปเราจะใส่ถุงเท้าสีขาว เพื่อให้ตัวเองระวังในการถอดรองเท้าเดิน
คือถ้าวันไหนถุงเท้าสกปรก แสดงว่าเราไม่มีสติ
2. ต่อไปเราจะไม่อายที่จะขอโทษออกสื่อ เราจะตำหนิตัวเอง ไม่แก้ตัวให้พ้นผิด
3. ต่อไปเราจะตื่นแต่เช้า จะไม่มีวันมาทำงานสาย
4. ต่อไปเราจะตั้งใจตรวจงาน จะไม่พิมพ์เอกสารผิดจนคนตราหน้าว่าเป็นอีชุ่ย
ฯลฯ ซึ่งตอนนี้นิรชราเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ใช่คนที่ทำงานผิดซ้ำซาก 
..
และตอนนี้ เราก็ยังคงหมั่นสำรวจตัวเอง และปรับปรุงตัวเองอยู่
บางทีเราก็เผลอนะ สนใจบางเรื่อง แล้วก็ปล่อยปะละเลยบางเรื่อง
ชีวิตที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือ เรามีครอบครัว มีสามี มีลูกๆ
ตอนนี้หน้าที่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องงานแล้ว ก็เป็นเรื่องการบริหารเวลา
บริหารอารมณ์ บริหารแนวทางการใช้ชีวิต
ดูแลครอบครัว ดูแลเพื่อนร่วมงาน ดูแลตัวเอง เอวัง จบข่าว ^^

     Share

<< J-Parkเรื่องดีดี วันละเล็ก ละน้อย >>

Posted on Thu 24 Apr 2014 16:09
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh