บรรยากาศในบ้านตอนนี้ดีขึ้นแล้ว
พี่เอกกับแนนดีกัน
คุณสามีกับเจ้าอ้อนก็ดีกัน
อ้อนก็ปรับปรุงตัวดีขึ้น จากที่ถูกคุณวีร์ดุไปหลายวันก่อน
วานนี้ สองพี่น้องนั่นก็ปรับทุกข์กันเรื่องพ่อ
อ้อนบอกว่าพ่อร้องไห้อีกแล้ว
เรานั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรมากมาย
แต่ในใจ แอบโทษตัวเองบ้างครั้ง
เพราะ 2-3 วันมานี้ เราไม่ได้คุยอะไรกับพ่อมากมายเท่าไหร่
ตอนเช็ดตัวก็ไม่ค่อยพูดอะไรมาก ชวนคุยไปแบบแกน ๆ
ซึ่งเรารู้ว่าพ่อจับน้ำเสียงเราได้
และตอนนั้นอ้อนกับโอ๋ก็ไม่พูดกัน บรรยากาศในบ้านก็เลยอึมครึม
มันก็เลยทำให้พ่ออารมณ์ดิ่ง
วานนี้กลับบ้านไป ทุก ๆ คนก็แข่งกันเอาใจพ่อเป็นการใหญ่
เรากับแนนก็ช่วยกันทำกายภาพให้พ่อ หลังจากที่ลืมทำไป 2 วัน
ระหว่างทำกายภาพ ก็ชวนพ่อคุยเรื่องตอนเด็ก
พ่อเล่ายาวเลย ว่าตอนเด็ก ๆ ชอบจับปลาตามแม่น้ำ
เล่าถึงลุงดำรงค์ และอีกหลายเรื่องด้วยสีหน้าที่สดใส
นี่แหละ การดูแลคนป่วย มันมีทั้งศาสตร์และศิลป์
ศาสตร์ที่คุณสามีใช้ในการดูแลแผลได้ผลดี
แต่ศิลป์ในการทำให้อารมณ์ของพ่อดีขึ้นบางครั้งมันก็ตกลงไปบ้าง
เพราะคนดูแลจิตใจเหนื่อยล้าบ้าง เครียดกับงานบ้าง
จะว่ายากก็ยากนะ ซึ่งต่อไปเราคิดว่าคงต้องใส่ใจเรื่องนี้มากกว่าเดิม
วานนี้ซื้อจานข้าวสีชมพูให้พ่อ
ส่วนคุณสามีก็ซื้อข้าวกระเทียมและกับข้าวอื่น ๆ ที่ฟูจิให้พ่อ
เช้าวันนี้ คุณสามีก็เข้าครัวอุ่นข้าว ตกแต่งหน้าตาของข้าวกระเทียมด้วยสาหร่ายซะน่าทาน
...
เรื่องของครอบครัวเรา
เมื่อคืนคุณสามีไม่ต้องเข้ากะเฝ้าพ่อ เพราะเป็นเวรพี่เอก
ก่อนนอน เราก็เลยคุยกันกระหนุงกระหนิงตามประสา
ออกแนวติงต๊องส์เล็กน้อย ประจบคุณสามีซะจนเค้าต้องบอกว่า
"พอเหอะ กรูจาอ๊วกก"
แล้วเราก็ประจบให้คุณสามีทาครีมให้
ทันทีที่ลงครีมที่แขน
คุณสามีบอก "นี่เมียหรือคางคกเนี่ย ทำไมผิวแกสากขนาดนี้"
เล่นเอาเราต้องทุบไปหลายอัก
พร้อมกับแก้ตัวว่า ตั้งแต่พ่อป่วยเราไม่เคยได้บำรุงผิวตัวเองเลย
จากนั้นก็แอบอมยิ้มเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เค้าเรียกเราว่า "เมีย"
(ปรกติจะเรียกว่า "คุณป้าแม่บ้าน" หรือไม่ก็ "อาอึ้ม" ฯลฯ)
คงไม่ผิดหรอกนะ ที่เราจะปลื้มกับคำว่า "เมีย" จนลืมคำว่า "คางคก"
หุหุ Positive thinking มันดีอย่างนี้นี่เอง
