วันศุกร์แล้ว เร็วจัง
เช้านี้นั่งรถมาทำงานกับคุณวีร์สองคน
เลยได้เปิดใจคุยบางเรื่องที่ถ้าเมื่อก่อนเราคงใช้วิธีเขียนเมล์บอก
คืออยากจะหัดพูดอะไรจากปากอ่ะค่ะ
เพราะถ้ามีอะไรแล้วมัวแต่เขียนเมล์บอกกันอย่างนี้
คำว่า "ครอบครัว" ก็คงยังไม่ใช่สิ่งที่พูดได้เต็มปากสำหรับเราสองคน
เช้านี้ คุยกับคุณวีร์เรื่องขอหัดขับรถ
เพราะเรารู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองง่ายกว่าที่จะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น
คือเรารู้ว่า ภาระบางอย่างมันจะต้องตกอยู่กับคุณวีร์ไปแบบนี้
ซึ่งแทนที่เราจะฝึกเค้า เราเลยคิดว่าเรา Copy ตัวเองจากคุณวีร์ออกมาอีกคน
ให้เราสามารถแบ่งภาระนั้นมาได้ครึ่งนึงเลยดีกว่า
เรื่องที่สอง เราคุยเรื่องตู้เสื้อผ้าในห้องนอนคุณวีร์
ซึ่งวันอาทิตย์ที่ 11 นี้ คุณวีร์จะให้พ่ออกจาก รพ.มาอยู่บ้านแล้ว
นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องย้ายตัวเองเข้าบ้านคุณวีร์เป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ ซะที
เสื้อผ้าของเราตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ รพ.
แต่ถ้าออกจาก รพ. เราก็ต้องขนมาไว้ที่บ้านคุณวีร์
ซึ่งจากห้องที่เคยนอนคนเดียว ก็ต้องมีเราเป็นส่วนนึงในนั้น
เราก็เลยพูดเรื่องตู้เสื้อผ้าขึ้นมา ว่าคุณวีร์ต้องเคลียร์ที่ว่างแบ่งให้ภรรยาคนนี้
คุณวีร์ก็รับคำเบา ๆ ว่าเดี๋ยวจะเคลียร์ แต่ดูเหมือนเค้ามีบางอย่างอยู่ในใจที่ยังไม่พูดออกมา
เย็นนี้ คุณวีร์จะไปซื้อของ เราก็คงจะเตรียมซื้อพวกของใช้ส่วนตัวไปด้วยเลย
เรื่องที่สาม เรื่องจดทะเบียนสมรส
เราบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแม่
ว่าแม่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ขัดเต็มประตู
แค่บอกว่าน้อง ๆ ของเราคงจะไม่เห็นด้วยแน่ ๆ
ซึ่งเรื่องนี้ เราพอจะมองแม่ออก
คือแม่เค้ามีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับเรื่องการจดทะเบียนสมรส
ซึ่งเราเองก็อยากจะบอกว่ากรณีของแม่กับของเรามันต่างกัน
ของแม่อาจจะใช้เวลาคบหาดูใจกันน้อยไปหน่อย ครอบครัวก็เลยล้มเหลว
แต่เรากับคุณวีร์ ใช้เวลาศึกษากันมามาก แล้วก็อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด
ฉะนั้น การจดทะเบียน ไม่ได้แค่ว่าเกิดจากอารมณ์หรือความต้องการอะไร
แต่มันมาจากบทสรุปสุดท้ายที่เราสองคนลองใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาซักระยะนึงแล้ว
และทุกอย่างก็แสดงชัดเจนแล้วว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้แน่ ๆ
ทะเบียนสมรส ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ผูกมัด
แต่เป็นสิ่งที่แสดงออกว่าเราสองคนจะร่วมรับผิดชอบชีวิตซึ่งกันและกัน
(ไม่รู้ว่าคู่อื่นเค้าคิดเหมือนเราหรือเปล่านะ)
....
อีกหลายเรื่องเลย ที่เราต้องคิดต่อจากนี้
แต่ยังไงซะ เราก็จะ Focus ไปที่พ่อก่อน
แล้วก็พยายามสร้างบรรยากาศดีดีในครอบครัว ทั้งฝั่งโน้นและฝั่งนี้
เรื่องพ่อ
เมื่อคืนเราไม่ได้นอนตั้งแต่ 4 ทุ่มครึ่งจนถึงตีสาม
อยู่คุยกับพ่อตลอด คุยไปก็นวดไป หาวิธีให้พ่อหายปวดขาให้ได้
ซึ่งก็ดีใจนะ ที่บางครั้งวิธีของเราก็ได้ผล
หันไปเจอพ่อนอนกรนเราก็รู้สึกดีใจ
เพราะพ่อไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้วเพราะปวดขา
พอเห็นพ่อหลับ เราก็นวดต่อไปเรื่อย ๆ อยากให้แกหลับสนิทอย่างน้อยซักชั่วโมงก็ยังดี
บางคนถาม "เป็นลูกสาวหรือไง ถึงทำขนาดนี้"
ตอนแรกที่ถูกถาม ก็อึ้งไปหลายอึดใจ
เพราะเหมือนเราทำหวังผลอะไรหรือเปล่า
แต่ถามตัวเองแล้ว
เราแค่รู้สึกเข้าใจพ่อ เห็นใจพ่อ แล้วก็อยากดูแลพ่อ แค่นั้นเอง
ในทางเดียวกัน
ในสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เราเข้าใจแฟน เห็นใจแฟน แล้วก็อยากอยู่ข้าง ๆ
เหตุผลมีแค่นี้ น่าจะพอนะ
to be continued
สู้ต่อไปนิวีร์