วันนี้เกิดอาการเบื่อมากถึงมากที่สุด
เพราะวันนี้ตอนบ่ายมีประชุม 5 ส.สำนักงาน
ซึ่งมีเราเป็นเลขาฯ
เรื่องมันคุกรุ่นมาได้ 3-4 วันแล้วหล่ะหลังจากการตรวจ
ตรวจปุ๊บ ไอ่คนถูกคอมเมนท์ก็ไม่ยอม
ทะเลาะกันข้ามหัวอิชั้นนี่แหละ
อ่านมันทุกอย่าง รู้มันทุกอย่าง
แต่อิประธานกับคนคอมเมนท์ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล๊ย
แถมหัวหน้าทีม พอเราถาม ก็ออกอาการยกมือไม่ขึ้นฟันธงไม่ขาดซะงั้น
บอกตามตรงว่าเบื่ออย่างมาก
วานนี้คุยกับคุณแฟน ซึ่งเค้าเป็นกรรมการ 5 ส.โรงงาน
คุยเสร็จ คุณแฟนบอก "ทำไมเราต้องมาเจอปัญหาเหมือน ๆ กันด้วยเนอะ"
ตอนนี้เลยไม่อยากจะโฟกัสตัวเองไปที่บ่ายนี้เลยอ่ะ
คิดเรื่องพ่อดีกว่า
วานนี้คุยกับหมอพรชัย
แอบปลื้มนิดนึงเหมือนกัน ตอนที่หมอมา แล้วเรียกคุณวีร์ไปคุย
คุณวีร์หันมาชวนเราให้ไปนั่งคุยกับหมอด้วยกัน
เราก็อ้าปากถามหมอเค้าไปเรื่องผลเลือด
เหตุผลที่เค้าไม่ทำคีโม สรุปคือไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม
เพราะหมอพรชัยไม่ใช่โลหิตแพทย์
ส่วนโลหิตแพทย์ก็มีแค่ตัวหนังสือแต่ไม่แสดงตัวตนกับคนไข้
รู้แค่ว่าหมอโรคเลือดบอกว่าปริมาณโปรตีนในเลือดของพ่อไม่สูงก็เลยไม่ต้องให้คีโม
แต่หมอพรชัยก็รับปากว่าจะไปขอคำตอบที่ชัดเจนจากหมอโรคเลือดให้
และไม่แน่ว่าหมอคนนั้นอาจจะเข้ามาพบกับญาติหน่อย
ง่าย ๆ ก็คือตอนนี้หมอประจำคนไข้ของพ่อกลายเป็นหมอศัลยกรรมอ่ะค่ะ
เปลี่ยนจากหมอพรชัยเป็นหมอสุรวุฒิ ซึ่งเค้ามาดูแลแผลกดทับอย่างเดียว
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับมะเร็งทั้งหลายที่พ่อเผชิญอยู่
เช้านี้เราเลยมาเปิด google เพื่อนเก่า
ก็เลยพอจะเดาได้ว่า พ่อไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดอย่างที่หมอฐาปนาวินิจฉัยเบื้องต้นไว้
ฉะนั้น เรื่องภาวะอื่น ๆ ที่เราเป็นกังวล เช่นภาวะแคลเซียมในเลือดสูง
หรืออาการที่จะเกิดกับคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดก็คงจะไม่มี
ตอนนี้อยากไป รพ.หาหมอมากเลย อยากบอกว่า
"หมอคะ ...ฟันธงหน่อยได้มั้ยะคะ ว่าพ่อสามีของอิชั้นเป็นอะไรกันแน่"
แต่วันนี้ คุณแฟนลางานเฝ้าพ่ออยู่ และเค้าเองก็เบื่อระบบอยู่เหมือนกัน
วานนี้ถามหมอแบบเนือย ๆ เหมือนเซ็งเล็ก ๆ
ซึ่งเราก็เข้าใจอ่ะค่ะ ว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้
คือเรื่องเตรียมความพร้อมการรองรับการกลับบ้านของคุณพ่อ
หมอให้กลับบ้านแล้ว แต่เรายังหน้าด้านขออยู่ต่อเพราะห่วงแผลและอาการของพ่อ
แต่คุณวีร์คิดไว้แล้วว่าจะให้พ่อกลับบ้านวันที่ 10 พ.ค.นี้
ซึ่งสิ่งที่ต้องซื้อก็มีมากมาย ทั้งเตียงผู้ป่วย ที่นอนลม รถเข็น ฯลฯ
แล้วคุณแม่ก็มีแอร์คอนดิชั่นเนอร์เตรียมไว้ให้ว่าที่ลูกเขยด้วย
ไว้ติดในห้องหอเอ๊ยห้องนอนของเราสองคน
เฮ้อ..วันอาทิตย์วันเดียวจะทำอะไรทันมั้ยเนี่ยะ?
ตอนนี้ก็เอ่ยปากยืมรถกระบะแม่ไว้แล้ว เผื่อใช้ขนของ
ส่วนเรื่องจดทะเบียนสมรส ล่าสุดยูบอกว่าแม่ไปปรึกษายู
ถามยูว่าจะเอายังไงดี ยูตอบแม่ไปว่า
"พี่โอ๋ดีที่สุดแล้ว ยอม ๆ ไปเหอะ"
สรุปคือ กำหนดจดทะเบียนสมรสของเราก็ยังเป็นวันที่เราคุยกันไว้
ขออุบไว้ก่อนนะคะว่าวันไหน เพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า
แล้วก็เรื่องลูก ที่คุณวีร์บอกว่าอยากให้เราป้องกันไว้ก่อนเพราะยังไม่อยากมีเค้าปีนี้
เราเองก็แอบอึดอัดใจ เพราะวัยที่มากขึ้น อาจจะทำให้เปอร์เซ็นต์มีลูกยากเพิ่มขึ้นไปด้วย
พอได้ยินว่าจะต้องป้องกันไม่ให้มีลูก ก็เลยแต่ว ๆ
แต่ก็ต้องทำตามที่คุณวีร์บอก เพราะบวกลบคูณหารแล้วการมีลูกตอนนี้มันก็ลำบากจริง ๆ
เมื่อคืนนวดให้พ่ออยู่หลายรอบ
ตอนนึงพ่อทำซึ้งอีกตะหาก
เวลาตีสี่ ระหว่างที่ทุกคนหลับไหล
พ่อบอกว่า "หนิงไปอยู่กับพ่อที่บ้านใช่มั้ยลูก"
เราตอบ "ก็ต้องไปอยู่กับพ่ออยู่แล้วสิ ก็หนิงบอกพ่อไปแล้ว"
พ่อบอก "ป่าวหรอก พ่อจะบอกว่าว่าพ่อโชคดีได้หนิงมาช่วยพ่อได้เยอะเลย"
เราพูดเสียงยาน ๆ "หนิงรู้น่าพ่ออออออ"
แต่ในใจอยากพูดอะไรมากมาย แต่เดี๋ยวจะดราม่ากันไปซะก่อน
เพราะพ่อก็เริ่มเสียงสั่น ๆ เหมือนจะร้องไห้นำเราไปแล้ว
เช้านี้ในรถเมล์ อ้อนบอกว่าวานนี้ตอนป้ามาเยี่ยมพ่อก็ร้องไห้
อ้อนบอกว่า พ่อโปรโมทเราไว้เยอะมากเลย
กำลังใจในการดูแลพ่อมันเลยพุ่งขึ้นมาอีกมากมาย
ประมาณว่าไม่อยากให้เสียแรงที่พ่ออุตส่าห์ชมเราให้คนอื่นฟังเยอะแยะ
อาจจะเป็นเพราะเรากับพ่ออาจจะเคยทำบุญร่วมกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วก็ได้
ชาตินี้เลยได้มาเป็นพ่อผัวลูกสะใภ้ได้ดูแลปรนนิบัติกันตอนที่พ่อลำบาก
แต่จะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
ประเด็นหลักมันเกิดจากความรักน่ะ
ความผูกพันและรักดีดีที่ได้รับมาจากคุณวีร์ จากพ่อ และจากทุกคน
มันทำให้เราอยากทำอะไรมากมายเพื่อพวกเค้า
วันก่อนอ้อนถาม "หนูถามจริง ๆ เหอะ พี่หนิงไปรักอีวีร์ตรงไหนเนี่ยะ"
ประมาณว่าคุณวีร์ปากจัด เจ้ากี้เจ้าการ แถมเป็นขาวีนประจำบ้าน
เราก็ได้แต่ตอบไปว่า "พี่ไม่เคยเจอผู้ชายที่ดูแลและให้เกียรติพี่เท่าอีวี"
หนำซ้ำ อ้อนยังบอกว่าเป็นเพราะเราตามใจคุณวีร์มากไป คุณวีร์เลยเหลิง
ซะง้านนนน
ไม่รู้สิ พรหมลิขิตบันดาลชักพาอ่ะ
ถ้าเราเจอใครซักคนที่มีข้อดีถูกใจเรา แล้วมีข้อเสียที่เรารับได้
แล้วเราก็ใจตรงกัน
แค่นี้ก็คงจะเรียกว่าเนื้อคู่ได้แล้วละมั้ง
